ReadyPlanet.com
สวนอาหาร Restaurant

  

          

                                                

ชุดอาหารสำหรับกรุ๊ปทัวร์                                   ต้องการแผนที่                               เมนูอาหาร

 

 

สวนอาหารเมนูไก่งวง เบญจพรศิริฟาร์ม

 

 เริ่มเปิดให้บริการ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 เนื่องจากไก่งวงเป็นไก่ที่มีขนาดใหญ่

จึงถูกจัดให้เป็นอาหารที่ใช้รับประทานเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น

และหารับประทานยากในประเทศไทย  ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไก่งวงแช่แข็ง

ที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับไก่ทั่วไป

ฟาร์มของเราจึงมีแนวคิดที่จะทำให้อาหารเมนูไก่งวงเป็นอาหารที่สามารถ

หาทานได้ง่ายขึ้น กับอาหารไทยรสจัดจ้านตามแบบฉบับคนไทย 

เริ่มประเดิมเมนูแรกของ คือ "ลาบไก่งวง"

 

  ลาบไก่งวง                 ลาบไก่งวงกรอบ

 

ทำไมต้องเป็นลาบไก่งวง?!?!!

เบญจพรศิริฟาร์มของเราตั้งอยู่ที่จังหวัดหนองบัวลำภู  ลาบจึงเป็นอาหารเอกลักษณ์ เบอร์ 1

ของชาวอีสานขนานแท้ ด้วยเครื่องปรุงที่จัดจ้านของพริกคั่ว ข้าวคั่ว หอมแดง ข่าซอย ตะไคร้

ใบมะกรูด ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรชั้นยอด คลุกเคล้าเข้าเครื่องกับเนื้อไก่งวงอย่างลงตัว

โรยหน้าด้วยพริกทอด ใบมะกรูดทอดกรอบ  เสริ์ฟพร้อมกับผักป่าสมุนไพรอุดมด้วย

สรรพคุณทางยา  อย่างพลูคาว ใบมะตูมมาเลย์  ใบส่องฟ้า ที่หาทนยากมาก  ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ

บอกได้คำเดียว  แซ่บ!!

ตอนนี้มีให้เลือกทั้งลาบไก่งวงแบบ Original กับ ลาบไก่งวงกรอบ สองรสชาติที่แตกต่างแต่ลงตัว

กับเครื่องปรุงที่ไม่ทิ้งความจัดจ้าน   ลาบไก่งวงกรอบ  จะเป็นไก่งวงชิ้นพอเหมาะทอด

ให้กรอบนอกนุ่มใน คลุกเคล้าผสมเครื่องลาบ  ผักสมุนไพรก็นำมาทอดให้เหลืองกรอบ

โรยหน้าลาบอีกที เวลาทานก็จะกรุบๆกรอบๆ ไปอีกแบบ แต่ขอการันตีตรงนี้เลยว่า แซ่บเวอร์ 555

 

สำหรับท่านใดที่ไม่ทานเผ็ดก็สั่งได้ จะเอาเผ็ดมาก เผ็ดน้อย เผ็ดแบบประถม มัธยม

หรือเอาเผ็ดมหาลัย เผ็ดตายไม่เอาเรื่อง  กุ๊กเราทำได้หมด เพื่อความสุขของคนทานจริงๆ ค่ะ

 

 

มีลาบก็ต้องมีต้ม  ...ขาดไม่ได้เลย.."ต้มแซ่บไก่งวง"

ถ้าทานลาบแล้วไม่มีต้มมันก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง

บรรพบุรุษเราก็ช่างสรรหาเมนูมาคู่กันได้เหมาะเจาะซะจริงๆ 

ต้มแซ่บร้อนๆซดคล่องคอ

 

   ต้มแซ่บไก่งวงหม้อดิน

 

ข่าเผา กระเทียมเผา หอมแดงเผา ใบมะกรูด ตะไคร้ ส่งกลิ่นหอมหวนชวนซด

เพราะปรุงกันหม้อต่อหม้อเลย  ลูกค้าต้องสั่งมาทานคู่กับลาบไก่งวงชนิดที่ว่า

ลาบคือพระเอก ต้มแซ่บคือนางเอกกันเลยทีเดียว แทบทุกหม้อที่เสริ์ฟลูกค้า

จะซดจนเกลี้ยง ด้วยเพราะรสชาติที่แสนจะนัว (กลมกล่อม) ลงตัวซะจริงๆ

 

 

 

เมี่ยงไก่งวง - เมนูแปลกอร่อยเด็ด ที่นี่ที่เดียวในประเทศไทย

ผักสมุนไพรที่เบญจพรศิริฟาร์มอีกชนิดหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ ใบชะพลู

ที่ปลูกได้งามมั่กๆ แถมดังดกอีกต่างหาก! อุดมไปด้วยแคลเซี่ยมมีกลิ่นและรส

ที่เป็นเอกลักษณ์เหมาะที่จะทำเมี่ยงซะจริงๆ  กุ๊กมือทองของเราจึงได้สร้างสรรค์

เมนูไก่งวงขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือ เมี่ยงไก่งวง นั่นเอง 

  เมี่ยงไก่งวง

 

ผักเครื่องเคียงสารพัดอย่างถูกจัดวางอย่างน่ารักน่ากิน มีทั้งถั่วลิสงคั่ว

มะพร้าวคั่ว เนื้อไก่งวงล้วนๆทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมแดง ขิง ตะไคร้ 

พริก มะนาว ขนมจีน ผักกาดหอม ใบคะน้า ใบชะพลู สะระแหน่ ห่อพอดีคำ

ราดน้ำจิ้มสูตรพิเศษของเราเข้าไป ป๊าบ!   ... ไม่มีคำบรรยาย

(เพราะเมี่ยงเต็มปาก..พูดไม่ได้555)  เอาเป็นว่าต้องมาลองเอง

จะโทรมาสั่ง หรือสำรองที่นั่งได้ที่  080-4608969 

เปิดบริการตั้งแต่ 9.00 น.-21.00 น.

จะมาทานเอง หรือจะสั่งเป็นของฝากก็ได้ นะคะทางร้านเรายินดีให้บริการค่ะ

 

 

 

ไก่งวงทอดกระเทียม.... ห้อม หอม

 

  ไก่งวงทอดกระเทียม 

 

 ไก่งวงทอดกระเทียมก็เป็นอีกหนึ่งของอร่อย ทั้งกระเทียม พริกไทย

ไก่งวงกรอบไปด้วยกันอย่างลงตัว จะให้อร่อยต้องมีเพื่อนมาทานด้วยเยอะๆ

 

 

 

บาร์บีคิวไก่งวงกะทะร้อน

 

 

 

ไก่งวงเนื้อนุ่มกลมกล่อม  คลุกเคล้าด้วยซอสบาบีคิว เปรี้ยวอมหวาน กลมกล่อม

เสริ์ฟมาในกระทะร้อน  ที่ใครได้ทานแล้วอยากกลับมาทานอีก

 

 

 

 

 

อ๊ะๆ ไม่ต้องตกใจ !!!  ถ้าคุณเป็นคนไม่ทานไก่

 

นอกจากเมนูไก่งวงที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว สำหรับคนที่ไม่ทานไก่ 

สวนอาหารของเรายังมีอาหารประเภทอื่นไว้บริการ ไม่ว่าจะเป็น หมู หมึก กุ้ง ปลา

 

ภูมิใจเสนอเมนูปลาเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปลาทอดสามรส ปลานิลนึ่งมะนาว ปลาราดพริก ปลานึ่งผักจิ้มแจ่ว ต้มปลา

ลาบปลา ฯลฯ   โดยปลาส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล ที่ทานง่าย ก้างไม่เยอะ เนื้อนิ่มและหวาน อ้อมีโอเมก้า 3 ด้วยเนอะ

 

           

 

 

การันตีความอร่อย   ด้วยหนังสืออร่อยเด็ด 77 จังหวัด   สำนักพิมพ์ มติชน 

 

                                    

 

 

    

..~~ ว่าแล้วเรามาทำความรู้จักกับพืชผักสมุนไพรของฟาร์มเรากันดีกว่า ~~..

 

 
 
สมุนไพรพลูคาว
 
   
 
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb และมีชื่ออื่น คือ ผักคาวตอง (เชียงใหม่),
ผักก้านตอง, ผักเข้าตอง, พลูแก, พลูคาว (กลาง), ผักคาวทอง (อุดรธาน-อีสาน), อื้อซิงเฉ่า (จีนกลาง),
หื่อแชเช่า (จีนแต้จิ๋ว) มักขึ้นเองตามธรรมชาติ พบตามริมห้วย ลำธาร และที่ชื้นแฉะริมน้ำ
หรือตามใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีความชื้นสูง มีมากทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกตระกูล
เดียวกันกับพลู ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นรูปหัวใจ แต่มีลักษณะแตกต่างกันที่ใต้ใบจะมีสีแดงตั้งแต่อ่อนๆ
ไปจนถึงแดงเข้ม เมื่อนำมาใส่มือขยี้เพียงเบาๆ จะได้กลิ่นฉุนคล้ายคาวปลาออกมาอย่างรุนแรง
ส่วนลำต้นทอดไปตามดิน รากแตกตามข้อ ชาวบ้านภาคเหนือและภาคอีสานนิยมรับประทานพลูคาว
เป็นผักสด โดยแกล้มกับน้ำพริก ลาบหมู ลาบเนื้อ ก้อย ช่วยดับกลิ่นคาว

เมื่อนำมาตรวจดูผลทางเภสัชวิทยา (จากทดลองในห้องปฏิบัติการ) พบว่า พลูคาวมีฤทธิ์ยับยั้งการ
เจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์, มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เนื่องจากมีสารเควซิติน (Quercetin) ซึ่งมีผล
ขยายหลอดเลือดฝอย ทำให้การไหลเวียนของเลือดและปัสสาวะเพิ่มขึ้น และมีฤทธิ์อื่น ๆ ได้แก่
ระงับปวด ห้ามเลือด เร่งการเจริญของเซลล์ ควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย มีผลระงับอาการไอ
แต่ไม่มีฤทธิ์ขับเสมหะ และระงับอาการหอบ

สำหรับในตำราไทยโบราณ ใช้ใบพลูคาวแก้กามโรค หนองใน เข้าข้อออกดอก เป็นแผลเปื่อยพุพอง
ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก้โรคผิวหนัง แก้พิษแมลงป่อง พอกฝี ซึ่งชาวเหนือเชื่อว่าใบขับพยาธิได้
ส่วนในตำรายาจีน พลูคาวทั้งต้นมีสรรพคุณขับปัสสาวะ รักษาอาการอักเสบในทางเดินปัสสาวะ
ระงับเชื้อโรคหลายชนิด รวมทั้งยังมีรายงานระบุถึงการใช้พลูคาวในการรักษาโรคเอดส์ โดยใช้ร่วมกับ
สมุนไพรตัวอื่นๆ ตลอดจนใช้ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสเริม ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีรายงานวิจัยระบุว่า สีแดงใต้ใบของพลูคาวมีสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย
และต้านทานเนื้องอก พร้อมกับไปขับพิษที่จะเป็นสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย แต่สารนี้อาจจะมี
คุณภาพไม่คงทนหรือไม่คงที่ อีกทั้งยังไม่พบรายงานการศึกษาวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับคุณสมบัติ
ต้านมะเร็งของพลูคาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ยังต้องมีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนต่อเนื่องต่อไปอีก

ที่มา: ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง

 
 
 
 
 
 
 
 

โปร่งฟ้า /ใบส่องฟ้า

 ภาพจากhttp://www.bansuanporpeang.com/node/4801

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ MURRAYA SIAMENSIS CRAIB วงศ์ RUTACEAE

    โปร่งฟ้า เป็นไม้ทรงพุ่มขนาด ๒-๔ วา ใบรูปไข่ปลายแหลม มีต่อมน้ำมันกระจ่าย ทั่วทั้งใบส่องดู

จะมองเห็นเป็นจุดทั้งใบ ดอกสีขาวคล้ายดอกสะเดามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกที่ปลายกิ่ง

เกิดตามป่าโปร่งที่แห้งแล้ง หรือป่าละเมาะทั่วประเทศไทย (ปัจจุบันหมดแล้ว)

ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด

 

วิธีการปลูกและบำรุงรักษา ขุดหลุมลึกประมาณ ๒๕ ซ.ม. ปีแรกต้องการร่มรำไร ระยะเวลา

ปลูกได้ ๒-๓ ปีแล้วจึงขยับขยายให้แดดจัดได้ ไม้ชนิดนี้เป็นไม้พุ่มเล็กโตช้ามาก ปลูกได้

ทุกที่แม่แต่ในกระถาง ชอบความชุ่มชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ ไม่ต้องใส่สารเคมีเพราะจะทำให้

โอสถสารเสื่อมได้เป็นไม้ทนแล้งได้ดีมีโรคน้อย จะมีก็แต่แมลงวี่ขาวมาดูดน้ำเลี้ยงตอนหมดฝน 

จะมีมดทุกชนิดนำเพลี้ยแป้งไปเกาะกินรากที่ใต้ดินทำให้ตายได้ หนอนแก้วจะกินใบอ่อน

ผลสุกนะมีรสหวานนกชอบมากจะบินมากินผลสุกจนหมด ต้องควรระวังไว้หน่อยเพราะเป็น

พืชสมุนไพรที่มีคุณค่ามากที่สุด 

 

สรรพคุณ รส หอม หวาน ร้อน เผ็ด ซ่า แก้ผื่นคัน แก้พิษตะขาบ ขยี้กับเหล้าขาวทาพอก

*** ห้ามเลือด  ขยี้พอกที่แผลสด

*** แก้หวัด ขยี้พอแหลก ห่อผ้าอ้อมวางห่างจมูก 1 คืบ สำหรับเด็กอ่อน (ใช้เพียง 1 ก้าน+ใบเท่านั้น)

*** แก้ไซนัส ใช้ใบม้วนกับต้นกระเทียมตากแห้งม้วนด้วยใบโปร่งฟ้าสูบวันละ 7-8 มวน 1 ใบ ต่อ 1มวน

     ใช้ระยะเวลา 7-8 วันก็จะหาย รากจะหลุดออกมาทั้งยวง

***แก้ไอเจ็บคอ ภูมิแพ้ บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง ลดไขมันในเลือด (ต้มดื่มทั้งวัน ระยะเวลา 1 เดือน

    ไขมันลดกว่า 100 กว่า) ความดันโลหิตสูง ให้ผู้ป่วยนำโปร่งฟ้าไปใช้อย่างเดียวไม่ให้ใช้รวมกับยา

     แผนปัจจุบัน จะได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ 

*** ลิ้นกระด้างคางแข็งเนื่องจากอัมพาต แต่ต้องไม่เกิน 24 ชม.หายได้ขาด 

*** กระจายเลือด  ท้องอืด นอนกรน นอนละเมอ นอนกัดฟัน เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ถอนพิษคาเฟอีน

     จากกาแฟ ทั้งหมดนี้ให้ใช้ 5 ก้านรวมทั้งใบด้วย ต้มน้ำดื่มทุกวัน ใช้น้ำปริมาณ 2 ลิตร

     ต้มด้วยกระติกไฟฟ้า เสียบไฟไว้ตลอดทั้งวัน (ให้ต้ม วันต่อวัน) ห้ามนำน้ำยาเข้าไปแช่ในตู้เย็น

     ให้ดื่มในขณะที่น้ำยายังร้อน ๆ หรืออุ่นๆ ส่วนไอของน้ำยาใช้รมตาแก้ตาฝ้ามัวได้ดี หรือจะนำใบสด

      มาตำ เพื่อพอก ประคบ อบสมุนไพรได้ดีอีกด้วย


    ผลสุก 3-5ผล เคี้ยวแก้อัมพฤกษ์-อัมพาต แก้ท้องอืด ขับลม
    ดอก ฆ่าเชื้อโรค แผลเรื้อรัง ไส้ลาม ไส้ด้วน
    ราก
แก้โรคหิตในลำคอและลำไส้ให้กระจาย ฝนกับน้ำสะอาดแก้พิษงู แก้วัณโรคชนิดบวม


    ข้อมูลจากhttp://www.bansuanporpeang.com/node/4801 อ้างถึง นิพนธ์ โชคบำรุง ลุงตึ๋ง สมุนไพร
ต้นไม้ไทย

181 ถ.ทรงพล ต.โพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 70120 โทร 081-771-6103

 

 

 

 ใบมะตูมซาอุ/ใบมะตูมมาเลย์

คำว่ามะตูมมาจากลักษณะของใบที่มีรูปร่างคล้ายใบมะตูมแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก

จึงเรียกว่ามะตูม ส่วนคำว่าซาอุเป็นแหล่งที่มา เนื่องจากมีชาวบ้านส่วนหนึ่งไปขายแรงงาน

ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และพบพืชชนิดนี้ปลูกเป็นไม้ประดับจำนวนมาก

ชาวไทยผู้นิยมกินผักเคียงกับน้ำพริก จึงลองนำเอาใบมากินเป็นผักสด กินแล้วได้รสชาติดี

พอกลับบ้านเฮาแดนอีสาน ก็ติดไม้ติดมือนำเมล็ด(ไม่ใช่เพชร) กลับมาปลูกในประเทศไทย

แล้วพากันตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ว่า “มะตูมซาอุ”

 

เวลา ผ่านไปไม่นาน พบว่ามีกลุ่มคาราวานคนขายต้นไม้ในแถบอีสาน

ได้นำกล้าของมะตูมซาอุมาจำหน่าย แต่เรียกชื่อใหม่ว่า “มะตูมบางเลน”

ถ้าเห็นครั้งแรกอาจคิดว่าพืชชนิดนี้อยู่ในกลุ่มพืชตระกูลส้ม เพราะใบเมื่อนำมา

ถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ลักษณะของใบและโครงสร้างของลำต้น

คล้ายมะแขว่น แต่เมื่อให้นักพฤกษศาสตร์ตรวจสอบสายพันธุ์กลับพบว่า “มะตูมซาอุ”

เป็นไม้ในกลุ่มไม้มะม่วง ( Anacardiaceae ) มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า

Brazilian Pepper-tree และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Schinus terebinthifolius

 

เมื่อ ดูชื่อสามัญภาษาอังกฤษก็บ่งบอกได้ว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิด อยู่ในอเมริกาใต้

แถบประเทศ บราซิล อาร์เจนตินาและปารากวัย “ มะตูมซาอุ ” จัดเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก

สูงได้ถึง 10 เมตร มีกิ่งก้านมากจนมองไม่เห็นลำต้น ใบอ่อนมีสีแดง ขอบใบมีลักษณะ

เป็นหนาม ต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกันคนละต้น ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆสีขาว

ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ออกดอกได้ทั้งปี แต่พบมากในช่วง

ปลายฝนต้นหนาว ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ เนื่องจาก

ผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ผลเมื่อแก่จัด

เปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย รู้มาว่าชาวอเมริกาใต้ใช้ผลมะตูมซาอุ

แทนพริกไทยด้วย

 

การ ใช้ประโยชน์จากมะตูมซาอุมีหลากหลายมาก เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้

ที่มีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด ประโยชน์หลัก ๆ ด้านยาได้แก่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

และเชื้อราได้ ซึ่งมีรายงานทางด้านวิทยาศาสตร์สนับสนุนในเรื่องนี้

นอกจากนี้พบว่าสารสกัดของมะตูมซาอุช่วยลดการอักเสบ ควบคุมการเต้นของหัวใจ

ช่วยรักษาโรคความดันต่ำ แก้ท้องผูก กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อและรักษาบาดแผล

สำหรับ การใช้ประโยชน์ทางยาในระดับรองลงมาได้แก่ ลดอาการปวด ทำลายเซลล์มะเร็ง

ลดอาการซึมเศร้า ลดอาการชักกระตุก ทำลายเชื้อไวรัส กระตุ้นการย่อยอาหาร

ขับปัสสาวะ ขับเสมหะและกระตุ้นการขับประจำเดือน โดยมีปริมาณการใช้

สารสกัดจากส่วนของเปลือก โดยการต้มดื่ม กินครั้งละครึ่งถ้วย วันละ 2 ครั้ง

หรือใช้ใบแช่น้ำให้ดื่มครั้งละครึ่งถ้วย โดยกิน 2 วันต่อครั้ง

แต่ถ้าเตรียมเป็นยาดองให้รับประทานครั้งละ 2-3 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง

 

ทุก ส่วนของไม้ชนิดนี้มีน้ำมันและน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้

ก่อให้เกิดรสเผ็ดและมีกลิ่นหอม เนื่องจากส่วนของใบมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบสูงมาก

เมื่อนำไปใส่ในน้ำร้อน ใบจะเต้นไปมาและบิดม้วนตัว ในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อย

น้ำมันออก ส่วนของผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเหมือนพริกไทยในประเทศเปรูใช้ผลิตน้ำเชื่อม

น้ำส้มสายชู และอาหารว่าง ในประเทศชิลีใช้เป็นส่วนผสมของไวน์ และทำให้แห้งบด

เป็นผงใช้แทนพริกไทย ในบางประเทศใช้เจือปนลงในพริกไทยดำด้วยจะได้รสชาติดี

 

เมื่อ ไปสืบค้นพบว่า มะตูมซาอุเป็นพืชที่มีประวัติศาสตร์การใช้เป็นยาของชนพื้นเมือง

ในอเมริกาใต้ มาเป็นเวลาช้านาน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ใช้เป็นยาสมานแผล

ต้านแบคทีเรียและไวรัส หรือใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ในประเทศเปรูใช้น้ำยางจากต้น

เป็นยาระบายอ่อน ๆ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนทั้งหมดของต้นใช้เป็นยาปฏิชีวนะ

ส่วนของน้ำยางที่แห้งแล้วเมื่อนำมารวมกับน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากใบใช้เป็นยา

รักษาแผล ช่วยในการหยุดเลือด รักษาอาการปวดฟัน

 

นอกจาก นี้ยังใช้กินเป็นยาแก้โรคไขข้อและเป็นยารุ (ยาถ่าย) ในอาฟริกาใต้

ใช้ใบเป็นชาดื่มแก้หวัด และนำใบมาต้มสูดดมแก้หวัด ลดอาการซึมเศร้า

และหัวใจเต้นไม่ปกติ สำหรับคนบราซิลในเขตป่าอเมซอน ใช้เปลือกทำเป็นชาชง

ดื่มแก้อาการท้องผูก แต่ถ้านำทั้งเปลือกและใบรวมกันทำเป็นชาใช้กระตุ้นแก้อาการ

ซึมเศร้า ในอาร์เจนตินาใช้ใบแห้งต้มดื่มเพื่อให้ประจำเดือนมาเป็นปกติและเสริมการ

ทำงานของระบบทางเดินหายใจและท่อทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังใช้เป็นยา

ป้องกันการติดเชื้อ

 

ทุก วันนี้ยังมีการใช้มะตูมซาอุด้านยาอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะการรักษาโรคต่าง ๆ

ในเขตร้อน และการช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ รวมถึงโรคติดเชื้อต่าง ๆ

ส่วนใหญ่เป็นการนำเอาส่วนของเปลือกมาสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม

ในอเมริกาและออสเตรเลียกลับถือว่ามะตูมซาอุเป็นไม้ที่ให้โทษ เนื่องจากทัศนคติว่า

เป็นไม้ต่างถิ่นที่เข้าไปรุกรานพืชประจำถิ่น

ข้อมูลดีๆจาก มูลนิธิสุขภาพไทย http://www.thaihof.org

 

 

 

 

ใบชะพลู /ใบอีเลิศ

 

ชะพลู  มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก คือแคลเซียม  และวิตามินเอ

ซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส  เหล็ก  เส้นใย  และสารคลอโรฟิล 

ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียดการกินใบชะพลูมากๆชนิดที่เรียกว่า

กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลู

จะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมากๆอาจกลายเป็นนิ่วในไตได้

แต่โดยทั่วๆไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น

ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็ม

ประสิทธิภาพ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์          Piper sarmentosum Roxb.

วงศ์                            Piperaceae

ชื่ออื่น/ชื่อถิ่น             ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง

ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย

(แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก (เชียงใหม่) นมวา (ใต้)

เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อ

โดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน ฐานใบกว้าง ปลายใบแหลม

คล้ายรูปหัวใจ เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุน รสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็ก

ออกเป็นช่ออัดกันรูปทรงกระบอกยาว ปลูกตามบ้านทั่วไปหรือตามที่ชื้นแฉะริมน้ำ 

     ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ

คือ มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูงชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิด

กลิ่นเผ็ดฉุนและมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญคือมีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีน

ในปริมาณสูงในส่วนของงานวิจัยเป็นการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลโดยศึกษาฤทธิ์

การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดชะพลู (ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้น)

โดยใช้หนูทดลองผู้ทดลองแบ่งหนูออกเป็น2กลุ่ม หนูกลุ่มแรกถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน

หนูกลุ่มที่สองเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลูเข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม

วัดระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรก

พบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม

ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานแต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วัน

พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลง

ซึ่งผู้ทดลองก็ได้นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบ

กับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกันพบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู

ในใบชะพลู 100 กรัม ให้พลังงานกับร่างกาย 101 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย

-เส้นใย 4.6 กรัม

-แคลเซียม 601 มิลลิกรัม

-ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม

-เหล็ก 7.6 มิลลิกรัม

-วิตามินบีหนึ่ง 0.13 มิลลิกรัม

-วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม

-ไนอาซิน 3.4 มิลลิกรัม

-วิตามินซี 22 มิลลิกรัม

-โปรตีน 5.4 กรัม

-คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม

-และให้เบต้า-แคโรทีนสูงถึง 414.45 ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล

 ข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ

และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท (Oxalate)

ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต

 

ใบ: รสเผ็ดร้อน เจริญอาหาร ขับเสมหะ ทำเสมหะให้งวด ทำให้เลือดลมซ่าน

ดอก (ลูก): รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้

ราก: รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้

   ทำให้เสมหะแห้ง

ต้น: รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ


 ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร

ใบสดมีรสเผ็ดซ่าลวกเป็นผักจิ้มหรือรับประทานสดโดยใช้เป็นใบห่อเมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู

รองก้นกระทงห่อหมก ซอยใส่ข้าวยำ หรือนำไปชุบแป้งทอดเป็นกับแกล้มก็ได้

นอกจากนี้ใบอ่อนนำไปใส่ในแกงกะทิต่าง ๆ เช่นคั่วไก่ 

 ที่มา: http://www.the-than.com

      

 
 

~~ เราก็ได้ทราบถึงสรรพคุณของพืชผักสมุนไพรกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว  ขอพักเรื่องสมุนไพรไว้ก่อนนะคะ ^^

เราลองมาดูประวัติการรับประทานไก่งวง ที่ยาวนานและมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์กันบ้างเนอะ.. เชิญค่ะ...

 

 

 

                          

                   ไก่งวงกับวันขอบคุณพระเจ้า

 

 

เมื่อปี ค.ศ. 1620 ชาวอังกฤษ 102 คน ส่วนมากเป็นกลุ่มแบ่งแยก หรือ
Separatists (เซพพาเรทติสท์) ได้เดินทางออกจากเมืองพลีเม้าธ์ (Plymouth)
ในประเทศอังกฤษ โดยเรื่อโดยสารชื่อ เมฟลาเวอร์ (Mayflowers)
ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมาขึ้นฝั่งในดินแดนใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือ
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1620 สถานที่ที่ผู้บุกเบิก หรือ พิวกริม ในรัฐแมสสาซูเสท

 

ชาวอังกฤษเหล่านี้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในตอนแรกพวกเขา
ต้องล้มป่วยลงและเสียชีวิตเนื่องจากอากาศหนาวจัด ในขณะที่ตกอยู่ในความยากลำบากนั้น
ชนเผ่าอินเดียนแดงแวมพานอค ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเดียวกันได้ให้ความช่วยเหลือ
ชาวอังกฤษเหล่านี้
 
 
 
 
ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1621 ชาวอังกฤษกลุ่มนี้ได้เชิญชาวเผ่าอินเดียนแดงมาร่วม
ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระเจ้าได้ช่วยพวกเขามีชีวิตที่ดีในดินแดนแห่งใหม่นี้
และเป็นวันฉลองการเก็บเกี่ยวเป็นการแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าเมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว
ในการเลี้ยงฉลองครั้งแรกๆได้มีการรับประทานไก่งวง ขนมพาย
ซึ่งทำจากลูกพั๊มกิ้นและพัดดิ้ง
 
                
 
 
การฉลองวันขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่เป็นทางการนี้ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1621 โดยมีการจัดงานถึง 3 วัน ต่อมาก็มีการจัดบ้างไม่จัดบ้าง
ในแต่ละปีจนถึงปี ค.ศ.1863
 
เมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้มีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าอย่างเป็นทางการ
ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1863 และก็มีการฉลองติดต่อกันในวันพฤหัสบดี
สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
 
 
 ในปี ค.ศ.1863 เมื่อประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศให้วันขอบคุณพระเจ้า
หรือ Thanksgiving เป็นวันหยุดราชการเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองขอบคุณพระเจ้าสำหรับ
ชาวอเมริกัน คนอเมริกันทั้งหลายไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจะกลับบ้านกัน
เพราะเป็นการฉลองภายในแต่ละครอบครัวและเพื่อนสนิท สำหรับชาวอเมริกันที่นับถือ
ศาสนาคริสต์ ถือว่าวันนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระเจ้า
ที่มีต่อชีวิตของเขา
 
 

ชาวอเมริกันจะใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวและรับประทานอาหารมื้อใหญ่ด้วยกัน

โดยอาหารที่นิยมรับประทานจนเป็นประเพณีคือไก่งวง และนอกจากนี้ในเมืองนิวยอร์ก

จะมีขบวนพาเหรดที่มีชื่อเสียงจัดโดยห้างสรรพสินค้า เมซีส์ ในชื่อ เมซีส์เดย์พาเหรด

(Macy's Day Parade)

 
 
 
  
 
    
 
  

 

  

 

 ...ว่าแล้วก็นึกสนุกอยากทำไก่งวงอบกับเค้าบ้าง

 

                                                                   เกมส์ทำอาหาร **ไก่งวงอบ**  

                                                                                   







Copyright © 2011 All Rights Reserved.

เบญจพรศิริฟาร์ม
ที่อยู่ :  เลขที่ 119 หมู่ 5 เขต :  ต.โพธิ์ชัย แขวง : อ.เมืองฯ
จังหวัด :หนองบัวลำภู      รหัสไปรษณีย์ : 39000
เบอร์โทร :  042-372331      มือถือ :  080-4608969 086-8572747
อีเมล : benjaponsirifarm18@yahoo.com
เว็บไซต์ : www.benjaponsirifarm.com